Scanner – Epson Expression 13000XL | นวัตกรรมสแกน ‘ภาพ’ และ ‘ฟิล์ม’ ระดับมืออาชีพจากญี่ปุ่น

Epson Expression 13000XL
นวัตกรรมสแกน ‘ภาพ’ และ ‘ฟิล์ม’

ระดับมืออาชีพจากญี่ปุ่น

เคยไหม? สแกนรูปออกมาแล้วสีเพี้ยน ภาพไม่ชัด รายละเอียดหาย

ปัจจุบันการใช้งานสื่อออนไลน์เป็นที่นิยมมาก หลายคนต้องการแปลงสื่อที่จับต้องได้ เช่น เอกสาร รูปภาพ ภาพวาด ให้กลายเป็นไฟล์ดิจิทัล เพื่อที่จะได้นำไปใช้งานบนโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายตามกาลเวลา ดังนั้นอุปกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยตรงนี้ก็คือ ‘สแกนเนอร์’

สแกนเนอร์ หรือ เครื่องสแกน คือ อุปกรณ์จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจาก ‘รูปแบบที่จับต้องได้’ (อะนาล็อก) ให้กลายเป็น ‘ไฟล์ในระบบคอมพิวเตอร์’ (ดิจิทัล) แต่ปัญหาของการสแกนภาพให้กลายเป็นไฟล์ดิจิทัลก็คือ ภาพที่สแกนออกมาไม่เหมือนกับต้นฉบับ เช่น ภาพไม่ชัด สีเพี้ยน เก็บรายละเอียดไม่ครบ ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างมืออาชีพ

ดังนั้นการสแกนภาพต้องเลือกใช้สแกนเนอร์ที่มีคุณภาพและมาจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ภาพที่สแกนออกมาเหมือนกับของจริงมากที่สุด โดยแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกในด้านการผลิตเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์เกี่ยวกับภาพต้องยกให้บริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง ‘Epson’

สแกนเนอร์ของ Epson ที่โดดเด่นในด้านความคมชัดของภาพและความแม่นยำของสีคือ ‘Expression 13000XL’ ซึ่งสามารถสแกนได้ขนาดใหญ่ถึง A3 โดยสแกนได้ทั้งเอกสาร ภาพถ่าย ภาพวาด แผนที่ แบบแปลนทางสถาปัตยกรรม และฟิล์ม*

*การสแกนฟิล์มต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริม

คุณสมบัติที่โดดเด่นของสแกนเนอร์ Expression 13000XL

ความละเอียดสูง 2,400 DPI ด้วยเซ็นเซอร์สแกนคุณภาพสูง

DPI ย่อมาจาก ‘Dots Per Inch’ หมายถึงจำนวนจุดที่สามารถสร้างขึ้นในพื้นที่หนึ่งนิ้ว เป็นหน่วยมาตรฐานในการวัดความละเอียดของภาพและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์หรือการแสดงผล

หากเราสามารถสร้างจุดจำนวนมากได้ในพื้นที่หนึ่งนิ้ว หรือเรียกว่า ‘ค่า DPI สูง’ ภาพที่ได้ก็จะมีความละเอียดสูงและคมชัดมาก ในทางกลับกัน หากในพื้นที่หนึ่งนิ้วสามารถสร้างจุดได้น้อย ก็จะเรียกว่า ‘ค่า DPI ต่ำ’ ทำให้ภาพที่ออกมาไม่ชัดเจนและดูเบลอ

ภาพจำลองการเพิ่มค่า DPI

สรุปง่าย ๆ คือ “ยิ่ง DPI สูง ภาพก็ยิ่งดูคมชัด” ทั้งนี้ ทุกงานอาจไม่จำเป็นต้องใช้ DPI ที่สูงเสมอไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ หากเราเลือกใช้ค่า DPI ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานอาจทำให้เราเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพราะยิ่งค่า DPI สูง ก็ยิ่งต้องใช้เวลาสแกนนานขึ้น และไฟล์ที่ได้จะมีขนาดใหญ่ ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บและส่งต่อได้ยาก

เพราะฉะนั้น ค่า DPI ที่เหมาะสมจึงแบ่งเป็น 4 ช่วง ดังนี้

  1. ค่าต่ำ (ต่ำกว่า 300 DPI) – มักใช้สำหรับการแสดงผลบนหน้าจอ หรือการพิมพ์ที่ไม่เน้นความละเอียดสูง เช่น บทความออนไลน์ หรืองานพิมพ์ขนาดเล็ก
  2. ค่ากลาง (300-600 DPI) – เหมาะสมสำหรับการสร้างงานพิมพ์มาตรฐานที่มีคุณภาพดี เช่น โปสเตอร์หรืองานกราฟิกทั่วไป โดยภาพจะยังคงคมชัดและมีรายละเอียดที่ดี
  3. ค่าสูง (600-2400 DPI) – เหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ภาพถ่ายหรืองานศิลปะที่ต้องการรายละเอียดชัดเจน
  4. ค่าสูงมาก (มากกว่า 2400 DPI) – ส่วนใหญ่จะใช้ในงานพิมพ์ระดับมืออาชีพ เมื่อต้องการพิมพ์ภาพที่มีรายละเอียดสูงในขนาดที่ใหญ่มาก ๆ เช่น การพิมพ์ภาพขนาดใหญ่ในงานนิทรรศการ

ทั้งนี้ สแกนเนอร์ Expression 13000XL สามารถเลือกปรับค่า DPI ในไฟล์ปลายทางได้ในระดับใดก็ได้ตั้งแต่ 50 – 4,800* DPI ทำให้วางใจได้ว่าไฟล์ภาพที่ได้จะมีความละเอียดชัดเจนในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกรูปแบบ

*เซ็นเซอร์ของสแกนเนอร์สามารถรับภาพได้ละเอียดสูงสุดที่ 2,400 DPI หากต้องการภาพผลลัพธ์ที่มีความละเอียดสูงกว่านั้นจะเป็นการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยขยายให้มีความละเอียดที่สูงขึ้น

เก็บรายละเอียดส่วนมืดได้ดี รับแสงได้เข้มมากสุด 3.8 Dmax

Dmax’ (Maximum Density) หมายถึงในบริเวณที่แสงมีความเข้มสูง (สีดำมาก) เซ็นเซอร์ในสแกนเนอร์สามารถตรวจจับได้สูงสุดถึงระดับไหน

พูดง่าย ๆ คือ “ยิ่งค่า Dmax มาก การสแกนภาพในบริเวณที่มืดมาก ๆ ก็จะได้รายละเอียดที่ชัดเจน” ในทางกลับกัน ยิ่งค่า Dmax น้อย บริเวณที่มืดมากก็จะได้รายละเอียดที่ไม่ชัดเจน โดยจุดนั้นอาจกลายเป็นสีดำล้วนไปเลย

ภาพจำลองเปรียบเทียบระหว่างค่า Dmax สูง (4.0) กับค่า Dmax ต่ำ (2.6)
เห็นได้ว่าหากค่า Dmax ต่ำ บริเวณที่สีดำเข้มมาก
จะไม่สามารถแยกความต่างของช่วงสีได้ และกลายเป็นสีดำล้วน

*Optical Density หมายถึง ความทึบแสง/ความหนาแน่นของแสง มักอธิบายด้วยค่า Dmax

โดยสแกนเนอร์ Expression 13000XL สามารถรับความเข้มของแสงได้สูงถึง 3.8 Dmax ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะในการสแกนฟิล์มซึ่งมีบริเวณที่มีจุดมืดจำนวนมาก ดังนั้นหากนำไปสแกนภาพบนกระดาษ ก็สามารถวางใจได้เลยว่าจะสามารถเก็บรายละเอียดในทุกจุดได้อย่างชัดเจน

สแกนสีแม่นยำได้สูงสุด 48 บิต

ภาพในระบบดิจิทัลจะถูกแบ่งออกเป็นช่องเล็ก ๆ จำนวนมากเรียงต่อกันให้กลายเป็นภาพ โดย ‘ช่อง’ เหล่านี้เรียกว่า ‘พิกเซล’ ทีนี้ในแต่ละพิกเซลต้องระบุว่าจะแสดงผลเป็นสีอะไรผ่านการใช้ข้อมูลที่เรียกว่า ‘บิต’

หากในแต่ละพิกเซลเราสามารถใส่ข้อมูลหรือบิตลงไปได้เยอะ ๆ ก็จะทำให้ในพิกเซลนั้น ๆ สามารถมีสีสันที่หลากหลาย ดังนั้น “ยิ่งบิตสูงก็ยิ่งมีสีให้เลือกใช้มาก ทำให้ภาพที่ได้มีสีที่สอดคล้องกับต้นฉบับของจริง”

นอกจากนี้ การแสดงสีในระบบดิจิทัลจะใช้เป็นระบบ RGB ซึ่งเป็นการแบ่งสีออกเป็น 3 ช่อง ได้แก่ แดง (Red), เขียว (Green) และน้ำเงิน (Blue) ดังนั้นในแต่ละช่องสีก็จะสามารถมีบิตเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นในสแกนเนอร์ Expression 13000XL มีสีทั้งหมด 48 บิต หมายความว่าแต่ละช่องของ RGB จะแบ่งเป็น 16 บิตในช่องสีแดง, 16 บิตในช่องสีเขียว และ 16 บิตในช่องสีน้ำเงิน เมื่อนำมารวมกันจะสามารถเกิดสีที่เป็นไปได้มากกว่า 280 ล้านล้านสี ทำให้สีที่ได้มีความเที่ยงตรงเหมือนกับของจริง และช่วยให้การปรับแต่งภาพมีความแม่นยำมากขึ้น

การเปรียบเทียบจำนวนบิตที่ใช้ในแต่ละภาพ
เรียงจากน้อยไปมาก: 3, 8, 24 บิต

จำนวนบิตที่ใช้งานทั่วไป ได้แก่

  • 1 บิต – เอกสารขาวดำ คิวอาร์โค้ด/บาร์โค้ด
  • 8 บิต – เอกสารสีทั่วไป ภาพ/แผนภูมิสีที่ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับส่งต่อให้คนอื่น
  • 16 บิต – เหมาะสำหรับนำมาตัดต่อ การไล่โทนสีทำได้เนียน ไม่เกิดเส้นแบ่งระหว่างกัน
  • 24 บิต – เป็นภาพที่มักใช้บนเว็บไซต์/ระบบดิจิทัล ให้รายละเอียดใกล้เคียงกับตามนุษย์
  • 48 บิต – การสแกนคุณภาพสูง ใช้สำหรับการตัดต่อระดับมืออาชีพ เหมาะสำหรับการเก็บรักษาภาพวาด/ภาพถ่ายให้เหมือนกับของจริงมากที่สุด
ภาพเปรียบเทียบการไล่โทนสี (gradient) ระหว่าง ‘8 บิต’ กับ ‘16 บิต’
เห็นได้ว่าสี 8 บิต เกิดเส้นแบ่งแต่ละสีชัดเจน ในขณะที่สี 16 บิต จะไล่โทนสีได้เนียนกว่า

โดยหากต้องการเก็บรักษาคุณภาพของภาพให้เหมือนจริงมากที่สุด แนะนำให้สแกนด้วย 48 บิต แล้วจึงปรับให้ไฟล์ผลลัพธ์ใช้เป็น 24 บิต การทำเช่นนี้จะทำให้การแสดงผลบนหน้าจอมีความคมชัดเหมือนกับที่ตาเราเห็น และสามารถนำไปใช้งานบนระบบดิจิทัลได้ทันที โดยไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บมากเกินไป ทั้งนี้ การปรับแต่งเช่นนี้สามารถทำได้ไม่ยากในโปรแกรมที่มาพร้อมกับสแกนเนอร์

ภาพคมชัด ลดความผิดเพี้ยน ด้วยการออกแบบสุดล้ำ

การสแกนภาพในบางครั้งอาจเกิด ‘เงาซ้อนในภาพ’ (Image Ghosting) เนื่องจากแสงเกิดการสะท้อนอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นสแกนเนอร์ Expression 13000XL จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการเคลือบผิวป้องกันการสะท้อนแสงบนเลนส์ และใช้เทคโนโลยีของ Epson ที่ทำให้เซ็นเซอร์ขยับอย่างแม่นยำ ภาพที่ได้จึงออกมาชัดเจนและไม่เกิดเงาซ้อนในภาพ

ตัวอย่างการเกิด ‘เงาซ้อนในภาพ’ (Image Ghosting)

นอกจากนี้ สแกนเนอร์ Expression 13000XL ยังมีเทคโนโลยี ‘โฟกัสอัตโนมัติ’ (Auto Focus) ทำให้เซ็นเซอร์สามารถปรับระยะโฟกัสให้เหมาะสมกับตำแหน่งของชิ้นงาน ภาพที่ได้จึงคมชัด ไม่ดูเบลอเหมือนหลุดการโฟกัส

ภาพเปรียบเทียบระหว่าง ‘ไม่ใช้โฟกัสอัตโนมัติ’ กับ ‘ใช้โฟกัสอัตโนมัติ’

เป็นมิตร ประหยัดพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ

สแกนเนอร์ Expression 13000XL ใช้หลอดไฟที่เรียกว่า ‘ReadyScan LED’ ซึ่งให้กำเนิดไฟที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ต้องใช้เวลาในการวอร์ม ทำให้สามารถสแกนได้ทัน ไม่เสียเวลาและไม่เปลืองพลังงาน อีกทั้งสแกนเนอร์ยังมาพร้อมกับ ‘โหมด Sleep’ ทำให้ช่วยประหยัดการใช้พลังงานไปด้วยในตัว

มาพร้อมโปรแกรมแต่งภาพครบครัน และการจัดการสีอย่างเป็นระบบ

สแกนเนอร์ Expression 13000XL มาพร้อมกับโปรแกรมสแกนและประมวลภาพ SilverFast® Ai Studio ซึ่งสามารถปรับแต่งภาพได้อัตโนมัติในหลายมิติตั้งแต่ก่อนการสแกน (pre-scan) เช่น ปรับแต่งค่าสี ลบฝุ่นผงออกจากภาพ ลดความมัว ฯลฯ

การปรับแต่งภาพตั้งแต่ก่อนการสแกนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีตั้งแต่ต้นทางและลดขั้นตอนการปรับแต่งในภายหลัง ซึ่งอาจไม่สามารถปรับแต่งให้ตรงใจได้เท่ากับที่หน้างาน ดังนั้นหากต้องการภาพที่มีคุณภาพดีที่สุด ควรเลือกปรับแต่งภาพให้เป็นตามที่ต้องการเลยตั้งแต่ก่อนที่จะสแกนจริง

นอกจากนี้ SilverFast ยังมีฟีเจอร์พิเศษซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะคือ ‘IT8 Calibration’ เป็นการปรับเทียบสีการสแกนให้เป็นมาตรฐาน สามารถปรับเทียบ (calibrate) ได้ตลอดเวลาโดยใช้ ‘แผ่นสีมาตรฐาน’ (IT8 Target) ทำให้การันตีได้ว่าสีที่สแกนออกมาจะมีมาตรฐานเหมือนกันทุกชิ้นตลอดการใช้งาน

แผ่นเทียบสีมาตรฐานของ SilverFast (IT8 Target)

ปกติแล้วการสแกนชิ้นงานใด ๆ ก็ตามแม้จะสแกนในเครื่องเดียวกัน ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน 100% เพราะด้วยสภาพแวดล้อมของเครื่องที่ไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเก่า-ใหม่ของเครื่อง ฯลฯ ดังนั้นการมีแผ่นสีมาตรฐาน (IT8 Target) ที่ใช้ในการปรับเทียบจึงมีความสำคัญ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าสีที่เกิดจากการสแกนจะให้ผลลัพธ์ที่มีมาตรฐานเหมือนกันทุกครั้งในทุกชิ้นงาน

ทั้งนี้ การสแกนภาพบนกระดาษอาจไม่ค่อยเห็นถึงความแตกต่างมากนักหากสีผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐาน แต่ในการสแกนฟิล์มที่มีความละเอียดอ่อน การที่สีไม่ตรงตามมาตรฐานอาจทำให้งานแต่ละชิ้นมีสีที่เพี้ยนออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นการปรับเทียบสีให้เป็นมาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสแกนฟิล์ม โดยหากเครื่องสามารถสแกนฟิล์มได้อย่างแม่นยำ ก็สามารถมั่นใจได้เลยว่าการสแกนกระดาษจะทำได้อย่างแม่นยำด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เห็นได้ว่า สแกนเนอร์ Epson Expression 13000XL ได้รับการออกแบบและผ่านการคิดอย่างรอบคอบมาแล้วถึงการสแกนภาพและฟิล์มอย่างแม่นยำ

หากคุณต้องการใช้สแกนเนอร์ระดับมืออาชีพนี้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักแสนเพื่อซื้อเครื่องนี้แต่อย่างใด แต่ให้เราดูแลงานสแกนของคุณได้ ผ่านผู้เชี่ยวชาญช่วยให้คำแนะนำและปรับแต่งงานให้ออกมามีคุณภาพสูง ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ที่ Papermore

รู้จักและร่วมใช้สแกนเนอร์ Epson Expression 13000XL กับเราได้ที่ https://papermore.co/
Line: @papermore

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://www.epson.co.th/Scanners/Photo-Scanners/-Epson-Expression-13000XL-A3-Flatbed-Photo-Scanner/p/B11B257502
https://ihavecpu.com/blog/1516
https://www.usgs.gov/programs/national-geological-and-geophysical-data-preservation-program/digital-scanning-hardware
https://www.silverfast.com/about-silverfast-why-scanning-basics-of-scanning/why-silverfast/silverfast-feature-highlights/it8-calibration-automatically-correct-colors-scanner-profiling/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *