Kiass Matt
Pop-up ไม่มีคำว่า ‘สูตรสำเร็จ’
แต่คือ ‘งานฝีมือ’ และ ‘การออกแบบ’ ที่ผลิตได้จริง
“งานกลไกกระดาษหรือว่า Pop-up มันเป็นงานที่แฮนด์คราฟต์มาก ๆ เป็นงานมือ เป็นงานอาร์ตชนิดหนึ่ง”
หลายคนอาจคุ้นเคยกับงาน Pop-up ตอนเรียนผ่านการทำงานประดิษฐ์ การทำให้องค์ประกอบบางอย่างในชิ้นงานเปิดแล้วเด้งขึ้นมา เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและทำให้ชิ้นงานมีเอกลักษณ์มากขึ้น คนที่ไม่เคยทำอาจมองว่าก็แค่ทำให้มันเปิดแล้วเด้งขึ้นมายากตรงไหน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น
งานกลไกกระดาษ Pop-up ไม่ใช่แค่การเอากระดาษไปติดเฉย ๆ แต่คือการผสมผสานระหว่าง ‘ศิลปะ’ ‘การออกแบบ’ ‘วิศวกรรม’ ‘งานฝีมือ’ และ ‘การผลิต’ เข้าไว้ด้วยกัน ต้องใช้ทั้งศิลปะในการออกแบบลวดลายและการคิดกลไกที่ทำให้กระดาษเคลื่อนไหวได้
Papermore มีโอกาสชวนคุยกับ คุณแป๋ม–กนกมาศ มัทนารมยกิจ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘Kiass Matt’ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและผลิต Pop-up หรือจะเรียกว่าเป็น ‘Paper Engineer’ หรือ ‘วิศวกรกระดาษ’ ก็ว่าได้ เพื่อเรียนรู้เทคนิคและข้อคิดต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์งาน Pop-up

หรือ ‘Kiass Matt’
จุดเริ่มต้นของ Paper Engineer
“คือต้องบอกก่อนว่าเดิมเป็น Graphic Designer แล้วหลัง ๆ ก็คือมาจริงจังกับการเป็น Paper Engineer หรือว่านักออกแบบกลไกกระดาษช่วงปี 2010”
“เราเริ่มทำงานกลไกกระดาษประมาณช่วงอายุ 28 เจอว่ามีโรงพิมพ์หนึ่งในประเทศไทยนี่แหละ เขาผลิตหนังสือ Pop-up ให้กับนานาประเทศทั่วโลก แล้วเราก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ว่า เฮ้ย ที่ไทยมีด้วยนะ แล้วก็มีอาชีพนี้อยู่ด้วย”
“ในโลกนี้มันมีอาชีพ Paper Engineer อยู่ด้วยนะ แล้วเรารู้สึกว่ามันว้าวมาก เรารู้สึกว่าเราอยากลองทำดู ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นหรือก่อนหน้านั้น เราไม่เคยเห็นหนังสือ Pop-up หรือว่าไม่เคยรู้จักกลไกกระดาษมาก่อนเลย ทีนี้พอเห็นว่า มันมีสิ่งนี้ มีหนังสือ มีคน มีแหล่งผลิตหนังสือ Pop-up ในไทย มีอาชีพ Paper Engineer หรือคนออกแบบกลไกกระดาษ มันก็เลยรู้สึกสนใจ แล้วก็อยากที่จะทดลองทำ หลังจากนั้นก็คือ ฝึกทำจากการทำงานในโรงพิมพ์แห่งนั้นนั่นแหละที่เขาผลิตหนังสือ Pop-up แล้วก็เรียนรู้มาเรื่อย ๆ ฝึกด้วยตัวเองเรื่อย ๆ แล้วก็เรียนรู้จากผลงานของศิลปิน นักออกแบบชาวต่างชาติมาเรื่อย ๆ มันก็เลยเป็นที่มาว่า ทำไมเราถึงสนใจแล้วก็เริ่มทำ ก็มันเกิดจากตรงนั้น”

กับ Papermore
หลังจากทำงานที่โรงพิมพ์ Pop-up มาได้สักพักใหญ่ คุณแป๋มก็ตัดสินใจว่าจะออกมาทำเอง เป็น Paper Engineer ด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว
“พอเรามาทำคนเดียว มาทำในลักษณะฟรีแลนซ์ของตัวเอง เราก็ต้องพยายามหาว่าเราจะไปผลิตที่ไหน ไปพิมพ์ที่ไหน เพราะว่าสเกลที่เราทำมันไม่ได้ใหญ่มาก ฉะนั้นเราไม่ได้มีงบประมาณมากที่เราจะไปผลิตกับโรงพิมพ์ใหญ่ที่เราเคยทำมา เคยร่วมงานมา เราก็ต้องหาโรงพิมพ์หรือว่าแหล่งผลิตที่ขนาดกลางลงมานิดหนึ่ง แล้วก็พร้อมที่จะทดลองทำ Pop-up ไปกับเรา”
“เราก็พยายามค้นหา รีเสิร์ชไปหลาย ๆ ที่ แล้วก็ไปเจอฟีดของ Papemore นี่แหละใน IG แล้วก็ใน Facebook แล้วก็ลองติดต่อถามทางคุณป๊อก ที่เป็นเจ้าของไปว่า เราเป็น Paper Engineer นะ ทำงานออกแบบกลไกกระดาษนะ สนใจที่จะลองพิมพ์ดูไหม เพราะว่าต้องบอกก่อนว่า โรงพิมพ์ที่จะผลิตงาน Pop-up ไม่ได้หาได้ทั่วไปส่วนใหญ่ อย่างเราเคยทำโรงพิมพ์ใหญ่มาแล้ว แต่ว่าเขามีประสบการณ์หลายสิบปี ทีนี้พอโรงพิมพ์ขนาดกลางหรือเล็กลงมาหน่อย เราก็ต้องสอบถามว่าเขาสะดวกพิมพ์ไหม เพราะมันต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานพอสมควร แล้วก็มีใจพร้อมที่จะเปิดใจที่จะลองทำ ลองทดลองผลิต เพราะถ้าไม่เคยทำมาก่อน ก็จะไม่เข้าใจงาน หรือว่ามันก็จะยาก เพราะว่ามันเป็นงานมือ”
“คือครั้งแรกเราก็ถามทาง Papermore ว่าสนใจที่จะพิมพ์ Pop-up ให้เราไหม เพราะว่าทาง Papermore เองก็ไม่เคย เป็นเรื่องใหม่ของทาง Papermore ด้วย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของทางคุณป๊อก เจ้าของ Papermore เขาพร้อมที่จะเรียนรู้หรือว่าเปิดใจที่จะทำงาน Pop-up ไปกับเรา อันนั้นคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีส่วนช่วยที่เราได้เริ่มโปรเจกต์ด้วยกัน”
ปัจจุบันคุณแป๋มมีโปรเจกต์ร่วมกับ Papermore มาแล้วถึง 3 ชิ้นด้วยกัน

‘โปรเจกต์ชิ้นแรก’ กับ Papermore — หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก
“เริ่มต้นย้อนกลับไปอย่างงานแรก ก็คืองานเล่มนี้ ‘นกฮูกที่ไม่เคยบิน’ ต้องให้เครดิตกับทางสำนักพิมพ์ Barefoot Banana ว่าเขาให้โอกาสแล้วก็ให้เกียรติเราได้มีส่วนร่วมในการทำหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ทาง Barefoot Banana เองก็ตัดสินใจที่จะเลือกทำกับ Papermore ด้วย เพราะว่าส่วนตัวเองเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งในทีมที่ทำเล่มนี้ แล้วก็ออกแบบแค่ส่วนของ Pop-up อันนี้ แต่ว่าโดยเนื้อเรื่องเนื้อหาเจ้าของหนังสือ ครูแจนแจนที่เป็นผู้เขียนแล้วก็เป็นเจ้าของหนังสือ หรือว่าทางผู้วาดเองก็คือเป็นส่วนหนึ่งในทีมนี้ แล้วทางครูแจนแจนก็เลือกที่จะทำกับ Papermore จากการที่เราให้ข้อมูลไป ก็ต้องขอบคุณทางสำนักพิมพ์ Barefoot Banana ก่อนที่เขาให้โอกาส”
“การที่เราได้ร่วมงานกัน อย่างที่บอกคือเป็นเพราะว่าคุณป๊อกเปิดใจที่จะลองทำงานอะไรใหม่ ๆ แล้วด้วยตัวการผลิต มันก็จะมีความยากอยู่ตรงที่ว่ามันเป็นงานมือที่ต้องทำด้วยมือล้วน ๆ ประกอบด้วยมือ แล้วก็ค่อนข้างใช้เวลา ทางทีมฝ่ายผลิตของทาง Papermore เองเขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะฝึกในการประกอบงานด้วยมือไปกับเรา เพราะเราก็มีโอกาสได้ไปเทรน เพราะทีมเวิร์คของ Papermore ที่ดี มันก็เลยทำให้เราทำงานนี้ออกมาได้ ออกมาเป็นเล่ม”


“จริง ๆ เป็นงานหนังสือภาพสำหรับเด็กในประเทศไทยเล่มแรกเหมือนกันที่เรามีส่วนในการทำงาน ซึ่งมันมีความประทับใจ เราดีใจมากเลยที่เขาเปิดโอกาสให้เราได้มีส่วนช่วย ส่วนร่วมในการออกแบบกลไกเล่มนี้ แล้วก็มันดีใจอย่างที่สองก็คือ กลไก Pop-up ของเรา กลไกกระดาษของเราที่เป็นนกฮูก มันได้สื่อสารเนื้อหาของหนังสือ ‘นกฮูกที่ไม่เคยบิน’ ร่วมกับนักวาดภาพแล้วก็นักเขียนออกไป มันก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นงานที่เราก็ภูมิใจ เราก็ประทับใจระดับหนึ่ง”
คุณแป๋มเสริมว่า ตอนที่ออกแบบ Pop-up นกฮูก ต้องพูดคุยกับผู้เขียนอย่างละเอียดถึงสิ่งที่ต้องการให้ตัวนกฮูกสื่อสารออกมา เพราะการออกแบบท่าทางและทิศทาง รวมถึงความเชื่อมโยงกับภาพพื้นหลังล้วนมีส่วนสำคัญในการสื่อสารเนื้อเรื่อง
“กิมมิคของเล่มนี้ จริง ๆ จะเรียกกิมมิคหรือเปล่าไม่รู้นะ เพราะว่าเราทำงานร่วมกับนักเขียนก็คือครูแจนแจน แล้วก็คุณฮิโรกะ ซึ่งเป็นนักวาดภาพประกอบ การที่ทำให้นกฮูกบินแล้วสื่อสารถึงสารที่อยู่ในหนังสือภาพ แล้วก็สื่ออารมณ์ในลักษณะของการที่นกฮูกเขาพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ แล้วมันสามารถสื่อสารในข้อมูลนั้นออกไปได้ สื่อสารอารมณ์นั้นออกไปได้ สู่เด็ก ๆ หรือว่าเจ้าของหนังสือ มันก็เป็นอะไรที่เราก็ประทับใจสำหรับเล่มนี้”


‘โปรเจกต์ชิ้นที่ 2’ กับ Papermore – ประติมากรรมกระดาษ
“ส่วนงานชิ้นนี้มันเป็นงานที่เรียกว่า ‘Urban Flower’ ก็คือนอกจากจะเป็น Pop-up แล้ว ความพิเศษของงานชิ้นนี้ก็คือ มันไม่ใช่แค่การ์ด แต่เราตั้งใจที่จะสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ออกมาเป็นคล้าย ๆ Sculpture หรือว่า Art Piece ชิ้นหนึ่งที่คุณสามารถเอาไปประดับตกแต่งบ้านได้ หรือว่าตั้งโชว์ได้ ให้เป็นของขวัญได้ ไม่ใช่ให้เป็นแค่การ์ดเท่านั้น เพราะว่าในเมืองไทยการเขียนการ์ดให้กันอาจจะไม่ได้นิยมแล้วในสมัยนี้ แต่เราก็เลยตั้งใจให้มันเป็น Art Piece ชิ้นหนึ่ง แล้วก็ดึงเอาไลฟ์สไตล์ อย่างเช่น ความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ แล้วก็ความงดงามของธรรมชาติ หรือว่าดอกไม้ ที่มันให้ความสดชื่นของเราในเมืองใหญ่ ก็ออกมาเป็นคอนเซปต์นี้ แล้วก็เป็นลักษณะของ Art Piece”
“งานชิ้นนี้ก็ยังมีอยู่นะคะ ถ้าเกิดใครสนใจทัก Kiass Matt ไปหลังไมค์ได้ ยังมีอยู่ แล้วก็มีอยู่ 2 สีด้วยกัน”


‘โปรเจกต์ชิ้นที่ 3’ กับ Papermore – ปฏิทินเฉลิมพระเกียรติ 12 อำเภอ
“คือต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปในประเทศไทยผลิต Pop-up ได้ไม่เยอะ เพราะว่าการผลิต Pop-up มันต้องใช้เวลามาก แล้วก็ใช้ทุนมาก ส่วนใหญ่สื่อต่าง ๆ ในไทย หรือว่าในกรุงเทพฯ ที่เป็นลูกค้าอยู่อาจจะพิมพ์ Pop-up แค่สเปรด (spread) เดียว หรือแบบเดียว หรือว่า 1 คู่”
“แต่ว่าพอมาสู่งานชิ้นที่ 3 ก็ต้องขอบคุณทางลูกค้าก็คือ ‘กรมการปกครอง’ เอง ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำเป็นหนังสือทั้งเล่มที่มี Pop-up ถึง 12 สเปรดด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ในส่วนของเล่มที่ 3 คือเราได้ทำเป็นหนังสือทั้งเล่ม มีถึง 12 สเปรด แล้วก็เนื้อหาก็เป็นเนื้อหาโครงการที่อยู่ในประเทศไทยอันนี้คือความใหม่ข้อที่ 1”
“ข้อที่ 2 คือ เขาค่อนข้างเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน อย่างเช่น เรื่องของระยะเวลา เพราะว่าการทำหนังสือ Pop-up ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างเยอะมาก คือเราต้องใช้ระยะเวลา 3-4 เดือนในการทำตั้งแต่ต้นเลย ตั้งแต่เอาคอนเทนต์ เอาเนื้อหาของทางกรมการปกครองมาตีความเป็นแบบของสถาปัตย์หรือว่าตัวอาคารทั้ง 12 แบบ แล้วก็ออกแบบมาทั้งหมด 12 ตัวอาคาร รวมไปทั้งการทำภาพประกอบด้วย คือนอกจากทำออกแบบกลไกกระดาษแล้ว เราต้องทำในส่วนภาพประกอบด้วย อันนี้คืออีกสิ่งใหม่”
“สิ่งใหม่หมายความว่า ในปกติเวลาที่เราทำออกแบบ Pop-up เราจะทำคู่กับนักวาดภาพประกอบ ซึ่งเราเองก็จะต้องคุยกับนักวาดภาพประกอบว่าเขาควรจะต้องวาดยังไง เพื่อที่จะเป็นภาพประกอบบน Pop-up ก็ต้องทำงานคู่กัน แต่ครั้งนี้ในโปรเจกต์ครั้งที่ 3 ก็คือต้องทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งออกแบบกลไกกระดาษ ทั้งวาดภาพประกอบ ทั้งไปเทรน ดูเรื่องการผลิต คุยกับโรงพิมพ์ ก็คือทำตั้งแต่ต้นจนจบเลย รวมไปถึงการประสานงานคุยกับทางกรมการปกครอง ซึ่งเป็นลูกค้าของโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโปรเจกต์ดีกว่า อย่าเรียกว่าลูกค้าเลย เรียกว่าเป็นเจ้าของโปรเจกต์นี้ที่ให้นำงบประมาณมาทำ คือเป็นหน่วยงานรัฐ เป็นเจ้าของงานที่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน ทำโปรเจกต์นี้ ก็เป็นเป็นนิมิตหมายที่ดี แล้วก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ดี”
“ความยากของการผลิตก็คือ พอโรงพิมพ์ที่การเข้าเล่มหนังสือ Pop-up เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา เราก็ต้องลงไปช่วยเทรน แล้วก็ต้องให้เวลา ให้เขาได้ทดลองทำขึ้นมา ก็ต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ก็ได้ผลออกมาเป็นประมาณนี้”
“เล่าก่อนว่า Pop-up เล่มนี้เป็นเจ้าของคือกรมการปกครอง เขาต้องการสื่อสารว่า ในแต่ละท้องที่มีการสร้างอำเภอใหม่ มีอำเภอใหม่ที่เกิดขึ้นมา โดยจากชื่อพระราชทานถึง 12 อำเภอ ทีนี้ตัวอาคารของอำเภอแต่ละอำเภอก็จะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ทำยังไงให้ Pop-up ที่อยู่ในเล่มไม่น่าเบื่อ”


อันที่จริงความท้าทายในการทำ Pop-up สเกลใหญ่ขึ้นมาเป็นทั้งเล่มคือ การทำให้ดีไซน์กับการผลิตไปด้วยกันได้ ศิลปินอาจอยากได้ดีไซน์หลากหลายเยอะ ๆ ให้ดูไม่น่าเบื่อ แต่ถ้ามันซับซ้อนเกินไปโรงพิมพ์ก็จะทำไม่ได้ หรือต้องใช้เวลาและงบประมาณที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก
“Kiass Matt เองก็พยายามที่จะสร้างโครงสร้างที่แตกต่างกัน 2 แบบขึ้นมา แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะทำให้ฝ่ายผลิตหรือว่าโรงพิมพ์สามารถผลิตได้ ทีนี้เราเลยแบ่งการออกแบบเป็น 2 ไทป์ ก็คือเป็นแบบที่ค่อนข้างมีมิติ เข้ามาหนึ่งแบบ กับอีกแบบก็คือเป็นเลเยอร์ที่ซ้อนกันอีกหนึ่งแบบ ที่จะไม่ได้ยากเกินไป เพื่อให้ฝ่ายผลิตเองเขาสามารถที่จะทำทั้งส่วนที่ง่าย กับส่วนที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยได้ แต่ก็ไม่ได้ทำแบบที่ 3 ขึ้นมา เพราะว่ากลัวว่ามันจะยากเกินไป แล้วก็ไม่ทันกับระยะเวลา เพราะเราก็ต้องคุยในส่วนของระยะเวลาในการผลิตด้วย แล้วก็ดูช่วยกับทางฝั่งผลิตด้วย”
“พอเราทำเป็น 2 ไทป์แล้ว ก็เกิดมาเป็นแบบที่มีจั่ว ที่มีมิติของตัวอาคารขึ้นมาแบบนี้หนึ่งแบบ กับส่วนที่เป็นเลเยอร์ซ้อน ๆ กัน อันนี้ก็คืออีกหนึ่งแบบ เพื่อให้ทั้ง 12 อำเภอไม่ดูเป็นแพทเทิร์นที่เหมือนกันเกินไป เพราะว่าแต่ละอำเภอเขาก็จุดเด่นที่แตกต่างกัน เราก็สามารถดึงเอาจุดเด่นที่ได้รับข้อมูลมาจากกรมการปกครองมาสร้างเป็นกลไก Pop-up ที่มีมิติในหนังสือเล่มเดียวกันได้ แล้วก็ดูไม่น่าเบื่อเกินไป ทีนี้ในแต่ละอำเภอ 2 แบบ 2 ดีไซน์นี้เขาก็จะสลับกันไป ตามคอนเทนต์ที่ทางกรมการปกครองให้มา”

Pop-up คือ ‘งานศิลปะ’ + ‘งานฝีมือ’ ที่ต้องใช้เวลา
“จริง ๆ แล้วงานกลไกกระดาษหรือว่า Pop-up มันเป็นงานที่แฮนด์คราฟต์มาก ๆ เป็นงานมือ เป็นงานอาร์ตชนิดหนึ่ง ฉะนั้นความที่มันเป็นแฮนด์คราฟต์มันก็เลยต้องใช้ระยะเวลาในการทำ หรือว่าขั้นตอนหลายขั้นตอน ละเอียดนิดหนึ่ง ยุ่งยากนิดหนึ่ง แล้วก็ด้วยความที่เป็นงานคราฟต์ แฮนด์คราฟต์มันใช้มือทำล้วน ๆ ก็เลยอยากจะให้คนที่ชอบงานสายนี้เข้าใจ แล้วก็เปิดใจว่า ถ้าอยากจะทำงานในสายนี้ก็ต้องเผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ แล้วก็ต้นทุนในการผลิตก็อาจจะสูงหน่อย”
“ที่ราคาสูง เพราะมันมาด้วยฝีมือ มาด้วยกับกระบวนการที่ซับซ้อน แล้วก็ใช้ระยะเวลาการทำมือค่อนข้างเยอะ มันก็เลยมาพ่วงกับต้นทุนที่อาจจะสูง ถ้าเกิดยอมรับได้ เราก็สามารถผลิต หรือว่าสร้างสรรค์งานนี้ไปได้ด้วยกัน”
“หรือว่าถ้าเกิดใครจะไปทำด้วยตัวเอง มีข้อมูลตรงนี้ก็จะรู้ว่าควรจะต้องให้ระยะเวลากับโรงพิมพ์ที่เราจะไปผลิตเยอะ ๆ หรือเราเองก็ต้องเผื่อเวลาที่เราจะต้องมาประกอบมือ ผลิตมือด้วยตัวเองเยอะหน่อย”
“สำหรับนักเรียน-นักศึกษาเองที่สนใจงานทำ Pop-up ตอนนี้ Kiass Matt นอกจากทำงานของตัวเองแล้ว รับออกแบบให้กับแบรนด์ต่าง ๆ แล้ว ก็เปิดสอนด้วย เป็นคอร์สออนไลน์ ถ้าใครสนใจก็มาลงเรียนได้ หรือถ้าเกิดใครอยากเรียนตัวต่อตัว เราก็มีสอนแบบส่วนตัวให้ด้วยค่ะ”
สามารถติดตามผลงานของคุณแป๋มหรือ Kiass Matt ได้ที่
Instagram: @kiassmatt
Facebook: Kiass Matt
TikTok: Kiass Matt
YouTube: Kiass Matt

Laliette Cake Cafe
รู้จักและร่วมงานกับเราได้ที่ https://papermore.co/
Line: @papermore

